บ้านธรรมะ

แจก CD-DVD ธรรมะฟรี, หนังสือธรรมะ , หนังสือสวดนมต์

คำนำ/ แจ้งข่าว บอกบุญ

ขอเชิญมาร่วมสร้างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลภูเพ็ก....กับหลวงตาสุริยา

 

wfgk2n.jpg zge039.jpg

ความเป็นมา

         เมื่อวันที่  ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ คณะนำด้านสุขภาพนำโดย ท่านสาธารณสุขอำเภอพรรณนานิคม, ผอ.โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น  อาจาโร, ผอ. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโนนเรือ  พร้อมคณะผู้บริหารในท้องถิ่น กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน  5 หมู่บ้าน นายก อบต., สมาชิก อบต., ตัวแทนโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์สกลนคร ได้เข้ามากราบนมัสการเรียนปรึกษาหารือเรื่องความต้องการมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (แห่งที่ 2 )   โดยให้เหตุผลว่าตำบลนาหัวบ่อเป็นตำบลใหญ่ ขนาดพื้นที่ 80 ตารางกิโลเมตร, มี 19 หมู่บ้าน,  3,000 ครอบครัว,ประชากร 10,000  กว่าคน

          สถานที่บริการสาธารณสุขตั้งอยู่ห่างไกล (10กม.) การสัญจรไปมาไม่สะดวก ประชากรมีจำนวนมากการบริการไม่ทั่วถึง ฯลฯ จึงใคร่ขอความเมตตานุเคราะห์ช่วยจัดหาสถานที่พร้อมสร้างสถานพยาบาลให้ด้วย  ทั้งนี้เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระสถานพยาบาลเดิม  อีกทั้งช่วยให้การบริการสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น  โดยใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท

           อาตมาพิจารณาแล้วเห็นควรสนับสนุน แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จึงดำริว่าปีนี้ใคร่ขอเชิญชวนญาติธรรมทั้งหลาย ช่วยบริจาคจตุปัจจัยร่วมจัดตั้งองค์มหากฐินสามัคคี ทอดถวาย ณ วัดป่าโสมพนัส ในวันอาทิตย์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เวลา ๑๓.๓๐น. รายได้ทั้งหมดจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการนี้ทั้งหมด  โดยแยกประเภท ดังนี้

1). ค่าซื้อที่ดิน จำนวน 5 ไร่                     

2). ค่าก่อสร้างตึกอาคารหลัก1  อาคาร

3). ค่าบ้านพักเจ้าหน้าที่ 2 หลัง        

4). ค่าแท็งก์คอนกรีต น้ำฝน 2แท็งก์

5). ค่าเทพื้นคอนกรีตรอบๆ   ทำร่องน้ำ,ท่อระบายน้ำ

6). ค่าเสาธงชาติ,ต้นไม้ ไม้ดอกไม้ประดับและค่าภูมิทัศน์ปรับบริเวณ

7). ค่ากำแพงคอนกรีตรอบ     เนื้อที่ 5 ไร่         

8). ค่าห้องน้ำสาธารณะ ชาย-หญิง 1 หลัง  8 ห้อง

9). ค่าป้ายหน้าโรงพยาบาล             

10). ค่าโรงจอดรถ  

11). ค่าระบบไฟฟ้า-น้ำประปา ฯลฯ       

12). ค่าอุปกรณ์สาธารณูปโภค

untitled.jpg

 
*******************************************
 

ครงการปี 2556   วันที่ 25 เดือน มิถุนายน 

ขอเชิญร่วมสร้างพระพุทธรูป "พระสีวลี" และ จะมีการบวชเณรด้วย ค่ะ
ถวาย วัดโนนคูณ ต.สร้างแป้น จ.อุดรธานี 
บอกบุญ ถึงเพื่อน กัลยาณมิตรๆ ทุกๆคนค่ะ มาร่วมกันทำบุญ ปี 2556 ด้วยกันนะค่ะ
ยินดีต้อนรับทุกท่าน ติดต่อเข้ามาได้ตลอดเวลาค่ะ 
  
764-5.jpg
..............พระสีวลี พระอรหันต์สาวกพระองค์หนึ่งที่มีผู้คนศรัทธาและกราบไหว้บูชาเป็น จำนวนมาก เนื่องด้วยเป็นเอตทัคคะและบารมีเป็นผู้เลิศด้วยลาภ มิว่าพระสีวลีจะจาริกไปที่แห่งใด ลาภสักการะย่อมบังเกิดมีแก่ท่านในที่นั้นเสมอ และหากหมู่พระภิกษุสงฆ์ต้องธุดงค์ในถิ่นกันดาร พระบรมศาสดาจะมีพระดำรัสให้พระสีวลีเดินทางไปด้วยเสมอ เนื่องด้วยเทพยดาทั้งหลายที่สถิตในป่า นาค ครุฑ และมนุษย์ทั้งหลาย จะจัดอาหารบิณฑบาตและจัดสถานที่พักไว้ถวายพระสีวลี และจากการที่เราสักการะกราบไหว้บูชาท่านจะนำมาซึ่งความสงบสุขร่มเย็น รวมถึงความสมบูรณ์พูนสุขด้วยโภคทรัพย์ 
กุศลบุญที่ทำให้เกิดลาภสักการะไหลมาเทมาอย่างมากมายนี้ เป็นเพราะในอดีตชาติพระสีวลี ท่านได้เคยสร้างบุญโดยการถวายน้ำผึ้งสดแก่พระวิปัสสีพุทธเจ้าพร้อมกับ หมู่สงฆ์ ด้วยอานิสงฆ์แห่งการถวายมหาทานแก่พระผู้มีจิตบริสุทธิ์ผุดผ่อง ผู้ซึ่งละแล้วจากกิเลสทั้งปวง รวมถึงการอธิษฐานจิตในอดีตชาติของพระสีวลี ที่จะขอเป็นเลิศเอตทัคคะทางด้านลาภในอนาคตกาล จึงส่งผลให้ทุก ๆ ชาติที่่ท่านเกิดมาย่อมเป็นผู้สมบูรณ์พร้อมไปด้วยลาภสักการะ มิรู้จักอับจนเลย

    ก่อนที่พระสีวลีจะประสูติ ท่านต้องทนอยู่ในครรภ์พระมารดาคือพระนางสุปปวาสาพระราชธิดา แห่งพระเจ้ากรุงโกลิยะ นานถึง 7 ปี 7 วัน เนื่องจากในอดีตชาติท่านมีผลกรรมจากการล้อมกรุงพาราณสีไว้ 7 ปี ผลกรรมจากการที่ตัดขาดการสัญจร ราษฏรขาดแคลนอาหารและน้ำ จึงทำให้พระสีวลีต้องเสวยทุกขเวทนาในครรภ์พระมารดานานเพียงนั้น เมื่อเจริญวัยพระสีวลีมีจิตศรัีทธาใคร่จะบรรพชาอุปสมบท โดยได้ขอบวชในสำนักพระสารีบุตร พระสารีบุตรได้เตือนให้พระสีวลีระลึกถึงทุกข์ขณะที่อยู่ในครรภ์พระมารดา ท่านได้กำหนดจิตพิจารณาตามไป ว่าการเกิดทุกครั้งย่อมเป็นทุกข์ทุกครั้ง พอปลงผมเสร็จท่านก็บรรลุพระอรหันต์ทันที

   เรามักจะพบพระสีวลีในปางธุดงค์ คือถือไม้เท้า แบกกลด สะพายบาตรและย่าม ซึ่งไม้เท้า หมายถึงถึงคนคอยช่วยเหลือ อุปถัมภ์ ค้ำจุน กลด หมายถึงความร่มเย็นเป็นสุข บาตร หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ ทรัพย์สินเงินทอง และ ย่ามหมายถึงชีวิตจะพร้อมไปด้วยจัตุปัจจัยมิได้ขาดเลย แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นเรามิควรจะย่ามใจใช้จ่ายจนเกินพอดี พึงเก็บเล็กผสมน้อยอยู่เสมอเถิด
   ท่านที่เกิดราศีพฤษภ หรือราศีวัว (เกิดระหว่าง 20 เมษายน ถึง 20 พฤษภาคม) และท่านที่ลัคนาสถิตราศีพฤษภ ควรที่จะบูชาพระสีวลี เนื่องจากมีดาวพระศุกร์เป็นดาวเจ้าเรือน นอกจากนี้ยังควรบูชา พระพุทธโสธร พระสังกัจจายน์ พระพิฆเนศ พระแม่ลักษมีเทวี เพื่อนำมาซึ่งความสำเร็จ และโชคลาภไม่ขาดสาย
คำบูชาพระสีวลี (พระฉิม)
อิมินา สักกาเรนะ สีวะลีเถรัง อภิปูชะยามิ
สีวะีลี จะ มหาเถโร อินโท พรัมมาจะ ปูชิตัง สัพพะลาภัง ประสิทธิเม เถรัสสะ อานุภาเวนะ สัพพะโสตถี ภะวันตุเม ฯ
นะชาลิติ นะชาลิติ นะชาลิติ

คาถาขอลาภพระสีวลี (ประจำวัน)
วันอาทิตย์ (ให้ภาวนา 6 จบ)
ฉิมพะลี จะ มหานามัง สัพพะลาภัง ภะวิสสะติ เถรัสสานุภาเวนะ สะทา โหนติ ปิยัง มะมะ ฯ

วันจันทร์ (ให้ภาวนา 15 จบ)
ยัง ยัง ปุริโสวา อิตถีวา ทูเรหิวา สะมีเปหิวา เถรัสสานุภาเวนะ สะทา โหนติ ปิยัง มะมะ ฯ


วันอังคาร (ให้ภาวนา 8 จบ)
ฉิมพะลี จะมหาเถโร โสะโห ปัจจะยาทิมหิ เชยยะลาโภ มหาลาโภ สัพพะลาภา ภะวันตุ สัพพะทา ฯ

วันพุธ (ให้ภาวนา 17 จบ)
ทิตติตถะภะเวราชา ปิยาจะ คะระตุเม เย สารัตติ นิรันตะรัง สัพพะสุขาวะหา ฯ

วันพฤหัสบดี (ให้ภาวนา 19 จบ)
ฉิมพะลี จะ มหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ สัพพะทา ฯ

วันศุกร์ (ให้ภาวนา 21 จบ)
ฉิมพะลี จะ มหาเถโร เทวะตานะปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มหาลาภัง กะโรนตุ เม ลาเภนะ อุตตะโม โหติ สัพพะลาภะ ภะวันตุ สัพพะทา ฯ

วันเสาร์ (ให้ภาวนา 10 จบ)
ฉิมพะลี จะ มหานามัง อินทาพรหมา จะ ปูชิตัง สัพพะลาภัง ประสิทฺธิเม เถรัสสานุภาเวนะ สะทา สุขี ปิยัง มะมะ ฯ
การบูชาพระสีวลีนั้น ให้บูชาด้วยน้ำผึ้ง ผลไม้สด ดอกไม้ขาว ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมหรือดอกบัวทุกชนิด อย่างละ 3 ดอก 5 ดอก หรือ 7 ดอก ก็ได้ น้ำสะอาด 1 แก้ว โดยลอยดอกมะลิไว้บนน้ำ แล้วจุดธูป 3 ดอก เทียนบูชา 1 เล่ม
การถวายผลไม้สด และน้ำผึ้งควรถวายในวันพฤหัสบดี ส่วนวันเสาร์ควรถวายอาหารจากทะเล หรืออาหารที่ปรุงจากต้นบัว แล้วอธิษฐานจิตขอให้โชคสำเร็จ สมหวัง และเมื่อท่านได้โชคได้ลาภสมดังหวังแล้ว จะต้องทำบุญเลี้ยงพระสักครั้ง
การสวดพระคาถาขอลาภพระสีวลี ถ้าสวดได้ทุกวัน จนครบ 7 วันได้ยิ่งดี ในกรณีทีท่านต้องการจะขอลาภเป็นพิเศษ อาทิ จะต้องติดต่อธุรกิจสำคัญใด ๆ ในวันนั้น ให้สวดคาถาบูชาพระสีวลี (พระฉิม) ก่อน แล้วต่อด้วย คาถาขอลาภพระสีวลีประจำวัน ตามกำลังวันของวันนั้น ๆ จะเป็นพระพุทธมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ตามจิตปรารถนา ค้าขายดี มีราศีดีนักแล
*******************************************************************************
พุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่ง กล่าวไว้มีความว่า
 
"ถ้ารู้ว่าตนเป็นที่รัก ก็ควรรักษาตนนั้นให้ดี"
 
เป็นการเตือนด้วยถ้อยคำอันไพเราะยิ่งนัก
ควรนักที่จะได้รับความสนใจอย่างยิ่ง
ถ้ารู้ว่าตนเป็นที่รัก ควรรักษาตนนั้นให้ดี ขอให้ทบทวนคำเตือนนี้ให้เสมอ
จะรู้สึกว่าเป็นคำเตือนที่สุภาพอ่อนโยน ไพเราะลึกซึ้ง เปี่ยมด้วยเมตตา
เมื่อทบทวนคำเตือนนี้แล้ว
ก็น่าจะนึกเลยไปให้ได้ความเข้าใจว่าท่านผู้กล่าวคำเตือนได้เช่นนี้
ต้องมีจิตใจสูงส่ง มีเมตตาปรารถนาดีอย่างที่สุดต่อเราทุกคน
จึงควรเทิดทูนความเมตตาของท่าน ให้ความสนใจและปฏิบัติให้เป็นไปตามคำของท่าน
เพื่อเป็นการแสดงกตัญญูกตเวทีตอบแทนพระคุณ และน้ำใจงดงามที่ท่านมีต่อเราทั้งหลาย
และท่านผู้นั้น คือ "พระพุทธเจ้า"
 
ทุกชีวิต ล้วนปรารถนาไปสู่ที่ดีที่สว่าง
ทุก คนควรตั้งปัญหาถามตนเอง ว่าชอบจะพาตนเองไปสู่ที่ดีหรือไปสู่ที่ชั่ว
ไปสู่ที่สว่างหรือไปสู่ที่มืด คำตอบน่าจะตรงกันทั้งหมด
ว่าทุกคนชอบจะพาตนไปสู่ที่ดีที่สว่าง ไม่ใช่ไปสู่ที่ชั่วไปสู่ที่มืด
เมื่อรู้คำตอบปัญหาเช่นนี้ ก็ต้องรู้ต่อไปว่า ผู้นำ คือ ตนเองนั้น
จะต้องรู้ทางไปสู่ที่ดีที่สว่างให้ถนัดชัดแจ้งถูกต้อง
ไม่เช่นนั้นก็จะพาตนไปไม่ถูกต้องดังปรารถนา นั่นก็คือ
ต้องรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะไปสู่ที่ดีที่สว่าง ไม่หลงไปสู่ที่ชั่วที่มืด
เราเป็นพุทธศาสนิก มีโอกาสดีอย่างยิ่ง มีโอกาสดีกว่าผู้อื่น
พระพุทธศาสนาแสดงทางดีทางสว่างไว้ชัดแจ้งละเอียดลออ
ดีน้อยดีมาก สว่างน้อยสว่างมาก
มีแสดงไว้แจ้งชัดในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าผู้ทรงตรัสรู้แล้ว
ทรงเห็นแจ้งทุกสิ่งทุกอย่างได้ทรงมีพระมหากรุณาแสดงไว้
เพื่อพุทธศาสนิกได้ดำเนินรอยพระพุทธบาทได้ถูกต้อง ได้ไปถึงที่ดีที่สว่าง
โดยไม่ต้องคลำทางด้วยตนเองให้ลำบาก
สำคัญที่ว่าพุทธศาสนิกจะต้องศึกษาพระธรรมคำที่พระพุทธองค์ทรงสอนและต้อง
ปฏิบัติตาม
 
พึงอบรมตนให้เป็นคติ คือทางที่ดีของตน
 
ไม่ มีผู้ใดปรารถนาจะมีหนทางชีวิตที่มืด มีแต่ปรารถนาหนทางชีวิตที่สว่าง
ดังนั้นต้องอบรมตนให้รู้จักทาง ทางมืดก็ให้รู้ ทางสว่างก็ให้รู้
ทางไปสู่ที่มืดก็รู้ ทางไปสู่ที่สว่างก็รู้ รู้ทางแล้วยังไม่พอ
ต้องศึกษาวิธีเดินทางให้ดีด้วย เดินทางสว่างนั้นท่านเดินกันอย่างไรต้องศึกษาให้ดี
เดินอย่างไรจะเป็นการเดินทางมืด
และต้องรู้ว่าขึ้นชื่อว่าทางมืดต้องมีอันตรายแอบแฝงอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่พึงเดินไปอย่างส่งเดช อบรมใจให้ดีให้ตาสว่าง จะได้เดินถูกทาง สามารถนำไปดีได้
ทำตนให้เป็นคติคือทางที่ดีของตนได้
 
ความจริงที่ควรระลึกถึงอย่างสม่ำเสมอ
เรา รักตัวเรา คนอื่นก็รักตัวเขา เราไม่อยากให้ใครทำเช่นไรกับเรา
คนอื่นก็ไม่อยากให้เราทำเช่นนั้นกับเขา เราอยากให้คนอื่นทำดีกับเราอย่างไร
คนอื่นก็อยากให้เราทำดีกับเขาอย่างนั้น ขอให้พยายามคิดถึงความจริงนี้ให้บ่อยที่สุด
เท่าที่จะมีสตินึกได้ จะเป็นคุณแก่ตนเองอย่างยิ่ง
การคิดพูดทำทั้งหมดจะเป็นไปอย่างดีที่สุด ไม่เป็นการทำร้ายผู้อื่น
ไม่เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น
 

pha.jpg

 

พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไร

สัจธรรมที่เป็นหลักใหญ่ในพระพุทธศาสนา คือ อริยสัจ ๔ อริยสัจ แปลว่า
"สัจจะของผู้ประเสริฐ (หรือผู้เจริญ)" "สัจจะที่ผู้ประเสริฐพึงรู้"
"สัจจะที่ทำให้เป็นผู้ประเสริฐ" หรือแปลรวบรัดว่า "สัจจะอย่างประเสริฐ"
พึงทำความเข้าใจไว้ก่อนว่า มิใช่สัจจะตามชอบใจของโลกหรือของตนเอง
แต่เป็นสัจจะทางปัญญาโดยตรง อริยสัจ ๔ คือ

๑. ทุกข์ ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความตาย
ซึ่งเป็นธรรมของชีวิตและความโศก ความระทม ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ
ความคับแค้นใจ ซึ่งมีแก่จิตใจและร่างกายเป็นครั้งคราว
ความประจวบกับสิ่งที่ไม่รักไม่ชอบ ความพลัดพรากจากสิ่งทีทรักที่ชอบ
คงวามปรารถนาไม่สมหวัง กล่าวโดยย่อคือ กายและใจนี้เองที่เป็นทุกข์ต่าง ๆ

๒. สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา ความดิ้นรนทะยานอยากของจิตใจ
คือ ดิ้นรนทะยานอยากเพื่อที่จะได้สิ่งปรารถนาอยากได้
ดิ้นรนทะยานอยากพื่อจะเป็นอะไรต่าง ๆ
ดิ้นรนทะยานอยากที่จะไม่เป็นในภาวะที่ไม่ชอบต่าง ๆ

๓. นิโรธ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับตัณหา ความดิ้นรน ทะยานอยากดังกล่าว

๔. มรรค ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ ทางมีองค์ ๘ คือ
ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ อาชีพชอบ เพียรพยายามชอบ สติชอบ
ตั้งใจชอบ

 

พรหมวิหาร ๔

คือ ธรรมสำหรับเป็นที่อาศัยของจิตใจที่ดี มี ๔ ข้อ ดังนี้

          ๑. เมตตา ความรักที่จะให้เป็นสุข
ตรงกันข้ามกับความเกลียดที่จะให้เป็นทุกข์
เมตตาเป็นเครื่องปลูกอัธยาศัยเอื้ออารีทำให้มีความหนักแน่นในอารมณ์ ไม่ร้อนวู่วาม
เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกเป็นมิตร ไม่เป็นศัตรู ไม่เบียดเบียนใคร แม้สัตว์เพียงไหน
ให้เดือดร้อนทรมานด้วยความเกลียด โกรธ หรือสนุกก็ตาม

          ๒. กรุณา ความสงสารจะช่วยให้พ้นทุกข์
ตรงกันข้ามกับความเบียดเบียน เป็นเครื่องปลูกอัธยาศัยเผื่อแผ่เจือจาน
ช่วยผู้ที่ประสบทุกข์ยากต่าง ๆ กรุณานี้เป็นพระคุณสำคัญข้อหนึ่งของพระพุทธเจ้า
เป็นพระคุณสำคัญข้อหนึ่งของพระมหากษัตริย์
และเป็นคุณข้อสำคัญของท่านผู้มีคุณทั้งหลาย มีมารดาบิดา เป็นต้น

          ๓. มุทิตา
ความพลอยยินดีในความได้ดีของผู้อื่น ตรงกันข้ามกับความริษยาในความดีของเขา
เป็นเครื่องปลูกอัธยาศัยส่งเสริมความดี ความสุข ความเจริญ ของกันและกัน

          ๔. อุเบกขา ความวางใจเป็นกลาง
ในเวลาที่ควรวางใจดังนั้น เช่นในเวลาที่ผู้อื่นถึงความวิบัติ ก็วางใจเป็นกลาง
ไม่ดีใจว่าศัตรูถึงความวิบัติ ไม่เสียใจว่าคนที่รักถึงความวิบัติ
ด้วยพิจารณาในทางกรรมว่า ทุก ๆ คนมีกรรมเป็นของตน
ต้องเป็นทายาทรับผลของกรรมที่ตนได้ทำไว้เอง ความเพ่งเล็งถึงกรรมเป็นสำคัญดังนี้
จนวางใจลงในกรรมได้ ย่อมเป็นเหตุถอนความเพ่งเล็งบุคคลเป็นสำคัญ นี่แหละเรียกว่า
อุเบกขา เป็นเหตุปลูกอัธยาศัยให้เพ่งเล็งถึงความผิดถูกชั่วดีเป็นข้อสำคัญ
ทำให้เป็นคนมีใจยุติธรรมในเรื่องทั่ว ๆ ไปด้วย

          ธรรม ๔ ข้อนี้ควรอบรมให้มีในจิตใจด้วยวิธีคิดแผ่ใจประกอบด้วยเมตตา
เป็นต้น ออกไปในบุคคลและในสัตว์ทั้งหลาย โดยเจาะจง และโดยไม่เจาะจงคือทั่วไป
เมื่อหัดคิดอยู่บ่อย ๆ จิตใจก็จะอยู่กับธรรมเหล่านี้บ่อยเข้าแทนความเกลียด โกรธ
เป็นต้น ที่ตรงกันข้าม จนถึงเป็นอัธยาศัยขึ้นก็จะมีความสุขมาก

Denna hemsida är byggd med N.nu - prova gratis du med.(info & kontakt)